Toward healthy aging with nutrition support

Dr. Nicha Somlaw
M.D.
24 May 2021
ปัจจุบันทั่วโลกมีประชากรผู้สูงวัยมากขึ้้นเรื่อย ๆ และคาดการณ์ว่าในปี 2564 ไทยจะเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัยแบบสมบูรณ์ (Aged society) หมายถึง มีคนอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หรือมีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 14% ของประชากรทั้งประเทศ1 ซึ่้งถือเป็นความท้าทายในการจัดการทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงทางการแพทย์ที่ต้องรับมือกับปัญหาทางสุขภาพที่พบมากขึ้นในผู้สูงอายุ หนึ่งในปัญหาสุขภาพที่พบมากในผู้สูงอายุคือ ภาวะขาดสารอาหร (Undernutrition) จากรายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่า อุบัติการณ์ของภาวะขาดสารอาหารผู้สูงอายุในชุมชนอยู่ระหว่าง 1.3-47.8%2 โดยมีความแตกต่างไปตามเศรษฐสถานะของประเทศที่ศึกษา และอาจพบมากถึง 30-50% ในโรงพยาบาลและศูนย์พักฟื้น3
 
ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตามวัย มีปัญหาของฟันและการขบเคี้ยว การรับรส และกลิ่น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของทางเดินอาหารทั้งการเคลื่อนไหว การดูดซึมสารอาหาร และการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน และสารสื่อประสาทที่ส่งผลให้ความอยากอาหารลดลง ทำให้พบภาวะขาดสารอาหารได้บ่อยขึ้น4 ซึ่งภาวะขาดสารอาหาร ความเจ็บปวด การไม่ได้ออกกำลังกาย และการลดลงของมวลกล้ามเนื้อตามอายุ นำไปสู่ภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) และส่งผลลบต่อภาวะภูมิคุ้มกัน การหายของบาดแผล การติดเชื้อ และเพิ่มอัตราตาย5 ดังนั้นการให้โภชนาการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันและรักษาภาวะขาดสารอาหารจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพของผู้สูงอายุ
 
นอกเหนือจากรูปแบบของอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ธัญพีชไม่ขัดสี ผักผลไม้หลากสี ใช้น้ำมันที่ดีเช่น น้ำมันพืชที่ประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เนื้อสัตว์ที่มีไขมันน้อย ลดเนื้อแดง และเนื้อสัตว์แปรรูป ลดเค็ม ลดการเติมน้ำตาล แล้วปริมาณที่เหมาะสมก็สำคัญ ผู้สูงวัยควรได้รับพลังงาน และโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสม จากตารางที่ 1 ซึ่งจะเห็นว่าโปรตีนที่ต้องการสูงกว่าวัยทำงานเนื่องจากมีการนำโปรตีนไปสร้างมวลกล้ามเนื้อที่ลดลง (anabolic resistance)
 
TH-ThaiOtsuka-Toward-Healthy-Aging-001

การให้โภชนบำบัดโดยอาหารทางการแพทย์ดื่มเสริม (oral nutrition supplement) ซึ่งมีสารอาหารครบถ้วน สามารถช่วยป้องกันและรักษาภาวะขาดสารอาหาร ช่วยเพิ่มน้ำหนัก ลดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อ ลดอัตราการตาย6-8 โดยพิจารณาการให้อาหารทางการแพทย์ดื่มเสริม และให้คำแนะนำทางโภชนาการ ก่อนการให้อาหารทางสายทางเดินอาหาร (enteral tube feeding) ในผู้ป่วยที่สามารถกลืนของเหลวได้อย่างปลอดภัย มีความอยากอาหารลดลงไม่มาก และการทำงานของทางเดินอาหารเป็นปกติ9 ดังรูปที่ 1 และนอกเหนือไปจากการรับประทานอาหารชนิดที่ดี ปริมาณที่เพียงพอทั้งพลังงานและโปรตีนแล้ว การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอก็ช่วยในการรักษามวลกล้ามเนื้อ และสมรรถภาพการทำงานของร่างกายด้วย5 

TH-ThaiOtsuka-Toward-Healthy-Aging-002

Tip คำแนะนำให้อาหารทางการแพทย์ดื่มเสริมแบบง่าย ๆ
หากสามารถรับประทานอาหารได้ประมาณ 50% ของมื้ออาหารปกติ ให้เสริมอาหารทางการแพทย์ดื่มเสริม 1 แก้ว (1 serving = 200-300 kcal) ต่อมื้อ โดยอาจให้หลังหรือระหว่างมื้ออาหารหลัก 
Editor's Recommendations